อีริคสัน จับมือ ดีป้า เปิดตัวโครงการ ‘Ericsson Educate’ ยกระดับทักษะเทคโนโลยีแห่งศตวรรษที่ 21 แก่ผู้เรียนชาวไทย

อีริคสัน จับมือ ดีป้า เปิดตัวโครงการ ‘Ericsson Educate’ ยกระดับทักษะเทคโนโลยีแห่งศตวรรษที่ 21 แก่ผู้เรียนชาวไทย

อีริคสัน จับมือ ดีป้า เปิดตัวโครงการ ‘Ericsson Educate’ ยกระดับทักษะเทคโนโลยีแห่งศตวรรษที่ 21 แก่ผู้เรียนชาวไทย

  • ประกาศความร่วมมือในโอกาสฉลองครบรอบ 120 ปี ของอีริคสันในประเทศไทย
  • นำโครงการ Ericsson Educate บูรณาการเข้ากับ Digital Skills Roadmap โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า)
  • อีริคสันมุ่งมั่นสนับสนุนการพัฒนาดิจิทัลของประเทศไทยและเป้าหมาย Thailand 4.0

อีริคสัน (NASDAQ: ERIC) ประกาศความร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) ในโอกาสครบรอบ 120 ปีของอีริคสันในประเทศไทย เพื่อนำโปรแกรมการศึกษาเทคโนโลยีสมัยใหม่ “Ericsson Educate” ให้กับผู้รับการพัฒนาทักษะที่ใช้งาน Digital Skills Roadmap ของดีป้าทุกคน ซึ่งสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันยาวนานและพันธกิจในการพัฒนาประเทศไทยของอีริคสันตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

มร. แอนเดอร์ส เรียน ประธานบริษัท อีริคสัน ประเทศไทย กล่าวว่า “การฉลองครบรอบ 120 ปีในประเทศไทย คือข้อพิสูจน์ถึงความทุ่มเทอย่างต่อเนื่องเพื่อความก้าวหน้าของชาติ เราเติบโตเคียงข้างประเทศไทย พร้อมสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงคนไทยผ่านความเปลี่ยนแปลงในหลายทศวรรษ เรายังคงมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนการเชื่อมต่อแห่งอนาคต เพื่อรองรับการเติบโตและการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของทั้งภาครัฐและภาคอุตสาหกรรม”

“เราตระหนักดีว่าการยกระดับทักษะของเยาวชนและแรงงานไทยคือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายเหล่านี้ และนั่นคือเหตุผลที่เรายินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งใน Digital Skills Roadmap ของดีป้า” มร. แอนเดอร์ส กล่าวเสริม

ดร. ศุภกร สิทธิไชย รักษาการแทนผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า กล่าวว่า “เราภูมิใจที่ได้ทำงานร่วมกับอีริคสันเพื่อนำความเชี่ยวชาญระดับโลกมาสู่เยาวชนไทยรุ่นใหม่โดยตรง ในขณะที่เราเปิดตัวโครงการ ‘Coding Thailand 2026: AI Inspires the Future’ มุมมองด้านเทคโนโลยีและการเชื่อมต่อที่ล้ำสมัยของอีริคสันถือเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามาก เราพร้อมที่จะเรียนรู้จากข้อมูลเชิงลึกระดับโลก ซึ่งจะช่วยให้เยาวชนก้าวข้ามจากการมีความรู้ด้านดิจิทัลพื้นฐานไปสู่การเป็น Innovative Architects สำหรับอนาคตดิจิทัลของประเทศไทย”

นับตั้งแต่เริ่มดำเนินธุรกิจในราชอาณาจักรไทย อีริคสันได้ร่วมขับเคลื่อนและมีบทบาทสำคัญในเส้นทางการเชื่อมต่อของประเทศมาโดยตลอด ตั้งแต่ยุคเริ่มต้นของระบบโทรศัพท์ไปจนถึงการบุกเบิกการวางระบบ 5G ประวัติศาสตร์ของอีริคสันจึงเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางด้านโทรคมนาคมของประเทศ ซึ่งการเดินทางตลอด 120 ปีนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นเพื่อสร้างระบบนิเวศโมบายล์ที่แข็งแกร่ง เพื่อสนับสนุนความเป็นอยู่ที่ดีทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจของคนไทย

นางอันนา ฮัมมาร์เกรน เอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทย กล่าวว่า “ในปี 2571 ประเทศไทยและสวีเดนจะเฉลิมฉลองครบรอบ 160 ปี นับตั้งแต่การลงนามในสนธิสัญญามิตรภาพ การพาณิชย์ และการเดินเรือ และในปีหน้า เราจะครบรอบ 130 ปี แห่งการเสด็จประพาสสวีเดนครั้งประวัติศาสตร์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) เมื่อปี พ.ศ. 2440 ซึ่งนับเป็นการเสด็จเยือนครั้งสำคัญที่วางรากฐานอันแข็งแกร่งสำหรับการแลกเปลี่ยนระหว่างสองประเทศ โดยอีริคสันเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางนั้นมาโดยตลอด นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

ด้วยการนำความเชี่ยวชาญระดับโลกมาผสานกับข้อมูลเชิงลึกในท้องถิ่น บริษัทตั้งเป้าที่จะสนับสนุนแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 20 ปีของชาติ และเร่งการก้าวสู่การเป็นเศรษฐกิจดิจิทัลชั้นนำ โดยใช้การเชื่อมต่อเป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีในภาคอุตสาหกรรมและการพัฒนาที่ยั่งยืน

การผนวก Ericsson Educate หลักสูตรออนไลน์ระดับโลกเข้ากับ Digital Skills Roadmap ของดีป้าจะช่วยให้เยาวชนและแรงงานไทยได้รับความรู้พื้นฐานด้าน AI และ 5G ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต่อการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในยุคถัดไป โดยผู้เรียนของดีป้าสามารถเข้าถึงเนื้อหาที่ทันสมัยที่สุดซึ่งคัดสรรจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลกของอีริคสันได้ทุกที่ทุกเวลาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

โครงการ Ericsson Educate เปิดกว้างสำหรับผู้เรียนทุกคนที่เป็นส่วนหนึ่งของ Digital Skills Roadmap โดยครอบคลุมเทคโนโลยีที่สำคัญในศตวรรษที่ 21 ได้แก่ 5G, AI, IoT และ Machine Learning โดยมีเป้าหมายเพื่อเร่งการเสริมทักษะ (upskilling) ให้กับผู้มีความสามารถรุ่นใหม่ เพื่อเตรียมความพร้อมของแรงงานสู่โลกดิจิทัล

หลักสูตรเทคโนโลยีแห่งศตวรรษที่ 21 ของอีริคสัน มอบพื้นฐานความรู้ที่เข้มข้นทางด้าน 5G, AI, IoT, ระบบ Automation และ Machine Learning เพื่อติดอาวุธทักษะและความรู้ด้านดิจิทัลที่จำเป็นต่อการขับเคลื่อนอนาคตดิจิทัลของประเทศไทย

How sovereign is your strategy? Introducing the Red Hat Sovereignty Readiness Assessment tool

องค์กรมีอำนาจควบคุมด้านดิจิทัลได้เบ็ดเสร็จเพียงใด ทำความรู้จักเครื่องมือประเมินความพร้อมด้านอธิปไตยดิจิทัลจากเร้ดแฮท

How sovereign is your strategy? Introducing the Red Hat Sovereignty Readiness Assessment tool

Article by: Hans Roth, Senior Vice President and General Manager, EMEA, Red Hat

Digital sovereignty is the ultimate strategic lever for innovation. It propels organizations beyond compliance into true operational freedom where you, not your cloud provider, dictates your business continuity.

Red Hat believes that sovereignty shouldn’t be a wall but a foundation for the freedom to choose where and how you run your workloads. To accelerate this push towards sovereign independence, we are introducing the Red Hat Digital Sovereignty Readiness Assessment tool.

Global regulations have raised the stakes for operational resilience and data jurisdictional control. But for many organizations, the path to independence is obscured by ‘black box’ stacks, limited optionality, and fragmented data silos. 

The path towards a sovereign foundation starts by understanding where your organization currently sits, and this is where the Red Hat Digital Sovereignty Readiness Assessment tool comes into play.

Establishing a baseline for control: The readiness assessment

You cannot govern an IT estate you don’t fully understand. This self-service assessment provides a clear, objective baseline of your organization’s digital control across seven critical domains:

  1. Data Sovereignty: The physical and jurisdictional control of your data throughout its lifecycle.
  2. Technical Sovereignty: The composition of the underlying software stack.
  3. Operational Sovereignty: Your team’s capacity to maintain and recover systems without external reliance.
  4. Assurance Sovereignty: The ability to independently audit and validate the integrity of your systems.
  5. Open Source Awareness: The use of community-driven innovation to neutralize vendor lock-in.
  6. Executive Oversight: The alignment of sovereignty goals with leadership-level governance.
  7. Managed Services: The flexibility of cloud deployments across specific regions and datacenters.

Understanding the results: Red Hat’s sovereignty maturity scale

Upon completion, the tool provides a maturity score that categorizes your current capabilities into four stages:

  • Foundation: The early stages of identifying sovereignty requirements.
  • Developing: Actively building capabilities and addressing initial gaps.
  • Strategic: Strong, repeatable capabilities exist across most domains.
  • Advanced: Broad, proactive control is exercised over its entire digital estate.

The assessment provides a practical roadmap of improvement actions and critical research questions for stakeholders.

An open standard for sovereignty

Red Hat’s approach to sovereignty is rooted in open innovation and the open hybrid cloud. We believe that a sovereign strategy is only as strong as the transparency of its foundation. When assessment tools are proprietary, they risk becoming the “black boxes” that they are meant to audit. True independence cannot be secretly verified.

In support of this needed transparency, Red Hat is establishing the open standard for assessing digital sovereignty. We are making the source code criteria for the Digital Sovereignty Readiness Assessment tool – originally developed by Red Hat’s Chris Jenkinsfreely available to the global ecosystem.

By open sourcing this framework, we move the industry from “blind trust” to a model based on objective verification. Red Hat provides the logical blueprints that go beyond simply being a tool. This methodology empowers customers, partners and other organizations to map their own path to autonomous infrastructure across dozens of critical technical vectors.

For sovereignty to be real and obtainable, the behind-the-scenes math must be accountable and open for inspection. Red Hat is providing the transparent standard to give our customers the confidence that their sovereign strategy is exactly that.

องค์กรมีอำนาจควบคุมด้านดิจิทัลได้เบ็ดเสร็จเพียงใด ทำความรู้จักเครื่องมือประเมินความพร้อมด้านอธิปไตยดิจิทัลจากเร้ดแฮท

องค์กรมีอำนาจควบคุมด้านดิจิทัลได้เบ็ดเสร็จเพียงใด ทำความรู้จักเครื่องมือประเมินความพร้อมด้านอธิปไตยดิจิทัลจากเร้ดแฮท

องค์กรมีอำนาจควบคุมด้านดิจิทัลได้เบ็ดเสร็จเพียงใด ทำความรู้จักเครื่องมือประเมินความพร้อมด้านอธิปไตยดิจิทัลจากเร้ดแฮท

บทความโดย: นายฮานส์ โรธ รองประธานอาวุโสและผู้จัดการทั่วไป ประจำภูมิภาค EMEA เร้ดแฮท

อธิปไตยดิจิทัล (Digital sovereignty) คือกลไกเชิงกลยุทธ์ขั้นสูงสุดเพื่อการสร้างและใช้นวัตกรรม ที่ช่วยให้องค์กรไม่เพียงปฏิบัติตามข้อกำหนดเท่านั้น แต่ยังก้าวสู่อิสรภาพในการดำเนินงานอย่างแท้จริง โดย “องค์กร” เป็นผู้กำหนดความต่อเนื่องทางธุรกิจของตนเองไม่ใช่ผู้ให้บริการคลาวด์

เร้ดแฮทเชื่อว่าอธิปไตยดิจิทัลไม่ควรเป็นกำแพงขวางกั้น แต่ควรเป็นรากฐานที่ให้อิสระองค์กรในการเลือกได้ว่าจะใช้เวิร์กโหลดอย่างไรบนสภาพแวดล้อมแบบไหน เร้ดแฮทพร้อมให้บริการเครื่องมือ Red Hat Digital Sovereignty Readiness Assessment เพื่อเร่งให้องค์กรขับเคลื่อนสู่ความมีอิสระทางอธิปไตยดิจิทัลเร็วขึ้น

มาตรการกำกับดูแลระดับสากล ได้ยกระดับความสำคัญของความยืดหยุ่นในการดำเนินงานและการควบคุมอำนาจเหนือข้อมูลตามเขตอำนาจศาล แต่เส้นทางสู่ความเป็นอิสระขององค์กรหลายแห่งถูกบดบังด้วยกลุ่มซอฟต์แวร์ที่ไม่เปิดเผยกระบวนการทำงานและยากต่อการตรวจสอบ (black box stacks) ทางเลือกที่จำกัด และข้อมูลที่กระจัดกระจายเป็นไซโล 

เส้นทางสู่การวางรากฐานด้านอธิปไตยดิจิทัลเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจว่าในปัจจุบันองค์กรอยู่ในสถานะใด และนี่คือจุดที่เครื่องมือ Red Hat Digital Sovereignty Readiness Assessment เข้ามามีบทบาทสำคัญ

กำหนดเกณฑ์มาตรฐานเพื่อควบคุม:  การประเมินความพร้อม

การกำกับดูแลสินทรัพย์ไอทีจะไม่สามารถทำได้หากขาดความเข้าใจที่สมบูรณ์ การประเมินที่ทำได้ด้วยตนเองนี้จะช่วยกำหนดเกณฑ์มาตรฐานที่ชัดเจนและเป็นกลางในการควบคุมงานด้านดิจิทัลในการประเมินขอบเขตงานสำคัญขององค์กรเจ็ดด้านได้แก่

  • อธิปไตยด้านข้อมูล (Data Sovereignty) – การควบคุมข้อมูลทั้งสถานที่จัดเก็บทางกายภาพ และการควบคุมตามเขตอำนาจศาล ตลอดวงจรชีวิตของข้อมูล
  • อธิปไตยด้านเทคนิค (Technical Sovereignty) – การควบคุมองค์ประกอบของชุดซอฟต์แวร์ที่ใช้เป็นฐาน
  • อธิปไตยด้านการดำเนินงาน (Operational Sovereignty) – ศักยภาพของทีมในการดูแลและกู้คืนระบบโดยไม่ต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอก
  • อธิปไตยด้านการรับรอง (Assurance Sovereignty) – ความสามารถในการตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องสมบูรณ์ของระบบได้อย่างอิสระ
  • การตระหนักถึงซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส (Open Source Awareness) – การใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนโดยชุมชนเปิดเพื่อลดความเสี่ยงจากการผูกติดกับผู้ให้บริการรายเดียว
  • การกำกับดูแลโดยผู้บริหาร (Executive Oversight) – การวางเป้าหมายด้านอธิปไตยดิจิทัลให้สอดคล้องกับธรรมาภิบาลในระดับผู้นำองค์กร
  • บริการจัดการระบบ (Managed Services) – ความยืดหยุ่นในการเลือกสภาพแวดล้อมในการใช้งานคลาวด์ตามภูมิภาคและดาต้าเซ็นเตอร์ต่าง ๆ ได้อย่างเฉพาะเจาะจง

การแปลผลการประเมิน: มาตรวัดระดับความพร้อมด้านอธิปไตยดิจิทัลของเร้ดแฮท

เมื่อการประเมินเสร็จสิ้น เครื่องมือจะแสดงคะแนนความพร้อมด้านอธิปไตยดิจิทัลขององค์กรโดยจำแนกศักยภาพในปัจจุบันขององค์กรออกเป็น 4 ระยะ ดังนี้ 

  • Foundation – ระยะเริ่มต้นของการระบุและทำความเข้าใจข้อกำหนดด้านอธิปไตยดิจิทัล   
  • Developing – ระยะพัฒนาศักยภาพและเริ่มแก้ไขช่องว่างที่พบ
  • Strategic: ระยะที่มีศักยภาพแข็งแกร่งและสามารถนำไปใช้ซ้ำได้กับงานด้านต่างๆ  
  • Advanced: ระยะที่มีศักยภาพในการควบคุมสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งหมดขององค์กรอย่างทั่วถึงและเป็นเชิงรุก

การประเมินนี้จะช่วยกำหนดแผนงานที่นำไปปฏิบัติได้จริง ทั้งแนวทางการปรับปรุงและประเด็นวิจัยที่จำเป็น เพื่อให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้พิจารณา

มาตรฐานเปิดเพื่ออธิปไตยดิจิทัล

เร้ดแฮทยึดถือว่านวัตกรรมแบบเปิดและโอเพ่นไฮบริดคลาวด์เป็นพื้นฐานสำคัญของอธิปไตยดิจิทัล และเชื่อว่ากลยุทธ์ด้านอธิปไตยดิจิทัลจะแข็งแกร่งได้นั้นจะต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่โปร่งใสรองรับเท่านั้น แต่หากเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินเป็นแบบมีกรรมสิทธิ์ องค์กรจะไม่สามารถตรวจสอบความโปร่งใสในการทำงานได้ ซึ่งขัดกับหลักการของความเป็นอิสระอย่างแท้จริงที่ต้องเปิดเผยและชัดเจน

เร้ดแฮทกำลังสร้างมาตรฐานเปิดให้กับการประเมินอธิปไตยดิจิทัลเพื่อสนับสนุนด้านความโปร่งใส โดยการเปิดให้อีโคซิสเต็มส์ทั่วโลกสามารถเข้าใช้และพัฒนาต่อยอดซอร์สโค้ดของเครื่องมือประเมินความพร้อมด้านอธิปไตยดิจิทัลซึ่งพัฒนาโดย Chris Jenkins ของเร้ดแฮทได้อย่างอิสระและไม่มีค่าใช้จ่าย

การเปิดเฟรมเวิร์กนี้เป็นโอเพ่นซอร์ส คือการที่เร้ดแฮทกำลังขับเคลื่อนอุตสาหกรรมให้เปลี่ยนจาก “ความเชื่อถือที่ตรวจสอบไม่ได้” ไปสู่โมเดลที่สามารถพิสูจน์เชิงประจักษ์ได้ เร้ดแฮทไม่ได้มอบเพียงเครื่องมือแต่มอบต้นแบบทางความคิดที่เป็นระบบ (logical blueprints) แนวทางนี้ช่วยเสริมศักยภาพให้ลูกค้า พันธมิตร และองค์กรต่าง ๆ กำหนดเส้นทางเดินสู่โครงสร้างพื้นฐานที่มีความเป็นอิสระได้ด้วยตนเองผ่านตัวแปรทางเทคนิคสำคัญ ๆ หลากหลายมิติ 

อธิปไตยดิจิทัลจะเกิดขึ้นจริงและจับต้องได้นั้น กลไกการคำนวณเบื้องหลังต้องตรวจสอบที่มาที่ไปได้และเปิดรับการตรวจสอบ เร้ดแฮทนำเสนอมาตรฐานด้านความโปร่งใสเพื่อสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าว่ากลยุทธ์ด้านอธิปไตยดิจิทัลขององค์กรมีอำนาจควบคุมและจัดการได้อย่างแท้จริงตามที่ตั้งเป้าไว้

DNB and Ericsson deploy scam message detection for enhanced protection in Malaysia

DNB and Ericsson deploy scam message detection for enhanced protection in Malaysia

DNB and Ericsson deploy scam message detection for enhanced protection in Malaysia

  • Identifies and locates fake transmitters used to send fraudulent messages at no extra cost to customers
  • Reduces fraudulent messages and safeguards user privacy to protect Malaysians from the increasing number of scams
  • This innovation by DNB in partnership with Ericsson strengthens Malaysia’s leadership in trusted, secure, advanced digital infrastructu

Digital Nasional Berhad (DNB), Malaysia’s premier 5G network provider, in partnership with Ericsson (NASDAQ: ERIC), has introduced a groundbreaking capability within its 5G network management systems to detect illegal transmitters used to disseminate scam messages to mobile users.

Announced today at the 2026 Mobile World Congress (MWC) in Barcelona, the innovation marks the world’s first trial of a Radio Access Network (RAN) and network management enhancement designed to detect false base stations within a commercial 5G network.

Deployed across DNB’s national 5G network and powered by Ericsson’s network software together with the Ericsson Security Manager cybersecurity platform, this capability supports the government’s call for the telecommunications industry to take decisive action against the growing threat of scams.

According to the GSMA ASEAN Consumer Scam Report 2025, 45 per cent of consumers across the ASEAN region reported having fallen victim to a scam, up from 31 per cent the previous year. In Malaysia alone, authorities blocked 2.1 billion suspicious calls and unsolicited messages between 2022 and August 2025.

This latest innovation provides an additional layer of protection for Malaysians against scammers who deploy illegal transmitters to impersonate legitimate mobile base stations and send authentic‑looking messages containing malicious links aimed at stealing personal or financial information.

The technology delivers enhanced network visibility and advanced analytics to identify and neutralise suspicious activity without the need for manual tracing of transmission sources. 

This significantly strengthens Malaysia’s mobile network defences against scam‑related threats.

Implemented on DNB’s secure national 5G infrastructure, the capability enables the wholesale network provider to swiftly safeguard user privacy, reinforce public confidence in mobile communications at no additional cost to network operators, and underscores DNB’s continued commitment to enhancing the quality, resilience, and security of Malaysia’s 5G network.

DNB Chief Executive Officer Datuk Azman Ismail emphasized, “Our foremost priority has always been to deliver a secure and trusted national 5G network for the people of Malaysia. This innovation strengthens consumer protection by remotely detecting false base stations, helping to prevent scams and safeguard privacy. It marks another important milestone in building a safer, more intelligent 5G ecosystem, and reflects DNB’s ongoing commitment to continuously enhancing the quality, resilience and security of our network for customers nationwide, at no extra cost.”

David Hägerbro, Head of Ericsson Malaysia, Sri Lanka, and Bangladesh, added, “Security has always been a key pillar in Malaysia’s 5G journey. This security enhancement with DNB shows how advanced network intelligence can protect subscribers without additional hardware or manual effort. It reflects the progress of Malaysia’s digital journey, where performance, sustainability, and security go hand in hand.”

DNB จับมืออีริคสันติดตั้งระบบตรวจจับข้อความหลอกลวงยกระดับการปกป้องผู้ใช้มือถือในมาเลเซีย

DNB จับมืออีริคสันติดตั้งระบบตรวจจับข้อความหลอกลวงยกระดับการปกป้องผู้ใช้มือถือในมาเลเซีย

DNB จับมืออีริคสันติดตั้งระบบตรวจจับข้อความหลอกลวงยกระดับการปกป้องผู้ใช้มือถือในมาเลเซีย

  • ช่วยระบุและหาพิกัดเครื่องส่งสัญญาณปลอมที่ใช้ส่งข้อความหลอกลวง โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
  • ลดจำนวนข้อความหลอกลวงและรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ ปกป้องชาวมาเลเซียจากกลโกงที่เพิ่มมากขึ้น
  • นวัตกรรมจาก DNB ภายใต้ความร่วมมือกับอีริคสันนี้ ยังช่วยเสริมสร้างความเป็นผู้นำของมาเลเซียในด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีความทันสมัย ปลอดภัย และน่าเชื่อถือ

บริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติของประเทศมาเลเซีย หรือ Digital Nasional Berhad: (DNB) ผู้ให้บริการเครือข่าย 5G ชั้นนำของมาเลเซีย ร่วมมือกับ อีริคสัน (NASDAQ: ERIC) เปิดตัวความสามารถใหม่ล่าสุดภายในระบบบริหารจัดการเครือข่าย 5G เพื่อตรวจจับเครื่องส่งสัญญาณผิดกฎหมายที่ถูกนำมาใช้ในการแพร่กระจายข้อความหลอกลวง หรือ Scam Messages ไปยังผู้ใช้มือถือ

ความร่วมมือนี้ประกาศขึ้นในงาน Mobile World Congress (MWC) 2026 ณ บาร์เซโลนา ประเทศสเปนโดยนวัตกรรมนี้ถือเป็นการทดสอบครั้งแรกของโลกเพื่อยกระดับโครงข่ายวิทยุ (RAN) และการบริหารจัดการเครือข่ายที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อตรวจจับสถานีฐานปลอม หรือ False Base Stations ภายในเครือข่าย 5G เชิงพาณิชย์

ระบบนี้ถูกติดตั้งใช้งานบนเครือข่าย 5G แห่งชาติของ DNB โดยขับเคลื่อนด้วยเครือข่ายซอฟต์แวร์ของ อีริคสันร่วมกับแพลตฟอร์มความปลอดภัยไซเบอร์ Ericsson Security Manager ซึ่งสามารถช่วยสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้อุตสาหกรรมโทรคมนาคมดำเนินการขั้นเด็ดขาดต่อภัยคุกคามจากการหลอกลวงที่เพิ่มขึ้น

จากรายงาน GSMA ASEAN Consumer Scam Report 2025 พบว่าผู้บริโภคในภูมิภาคอาเซียนกว่า 45% บอกว่าตนเองเคยตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวง ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 31% ในปีก่อนหน้า เฉพาะในมาเลเซียเพียงแห่งเดียว ระหว่างปี 2565 ถึงสิงหาคม 2568 เจ้าหน้าที่ได้ทำการระงับสายเรียกเข้าที่น่าสงสัยและข้อความที่ไม่พึงประสงค์ไปแล้วกว่า 2.1 พันล้านครั้ง

นวัตกรรมล่าสุดนี้ช่วยเพิ่มการปกป้องอีกชั้นหนึ่งให้กับชาวมาเลเซียในการต่อสู้กับสแกมเมอร์ ซึ่งมักใช้เครื่องส่งสัญญาณผิดกฎหมายสวมรอยเป็นสถานีฐานมือถือที่ถูกกฎหมาย และส่งข้อความที่ดูเหมือนจริงพร้อมแนบลิงก์อันตราย โดยมีเป้าหมายเพื่อขโมยข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลทางการเงิน

เทคโนโลยีนี้จะช่วยขยายการมองเห็นเครือข่ายและการวิเคราะห์ขั้นสูง เพื่อระบุและยับยั้งกิจกรรมที่น่าสงสัย โดยไม่จำเป็นต้องใช้การค้นหาต้นตอสัญญาณด้วยตนเอง ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างการป้องกันเครือข่ายมือถือของมาเลเซียต่อภัยคุกคามที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงได้อย่างมีนัยสำคัญ

การดำเนินการบนโครงสร้างความมั่นคงพื้นฐาน 5G แห่งชาติของ DNB นี้ ช่วยให้ผู้ให้บริการโครงข่ายแบบขายส่งหรือ Wholesale Network Provider สามารถปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ได้อย่างรวดเร็ว สร้างความเชื่อมั่นให้กับสาธารณชนในการสื่อสารผ่านมือถือโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม และยังตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของ DNB เพื่อยกระดับคุณภาพ ความยืดหยุ่น และความปลอดภัยของเครือข่าย 5G ในมาเลเซีย

Datuk Azman Ismail ซีอีโอของ DNB กล่าวว่า “ภารกิจสำคัญอันดับแรกของเราคือการมอบเครือข่าย 5G แห่งชาติที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือให้กับประชาชนชาวมาเลเซียเสมอมา นวัตกรรมนี้ช่วยเสริมสร้างการปกป้องผู้บริโภค โดยการตรวจจับสถานีฐานปลอมจากระยะไกล ช่วยป้องกันการหลอกลวงและคุ้มครองความเป็นส่วนตัว นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการสร้างระบบนิเวศ 5G ที่ปลอดภัยและชาญฉลาดยิ่งขึ้น ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของ DNB ในการพัฒนาคุณภาพและความปลอดภัยของเครือข่ายเพื่อลูกค้าทั่วประเทศอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม”

David Hägerbro ประธานบริษัท อีริคสัน ประจำมาเลเซีย ศรีลังกา และบังกลาเทศ กล่าวเสริมว่า “ความปลอดภัยเป็นเสาหลักสำคัญในเส้นทางการพัฒนาเครือข่าย 5G ของมาเลเซียเสมอมา ซึ่งการยกระดับความปลอดภัยร่วมกับ DNB ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าความอัจฉริยะของเครือข่ายขั้นสูงสามารถปกป้องผู้ใช้งานได้โดยไม่ต้องใช้ฮาร์ดแวร์เพิ่มเติมหรือความพยายามในการจัดการด้วยตนเอง สิ่งนี้สะท้อนถึงความก้าวหน้าของการเดินหน้าไปสู่ยุคดิจิทัลในมาเลเซีย ที่เน้นประสิทธิภาพ ความยั่งยืน และมีความปลอดภัยไปพร้อม ๆ กัน”