Ericsson and depa extend strategic partnership to accelerate 5G Industrial Innovation in Thailand

อีริคสันและดีป้าต่อยอดความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ เร่งขับเคลื่อนนวัตกรรม 5G สำหรับภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทย

Ericsson and depa extend strategic partnership to accelerate 5G Industrial Innovation in Thailand

  • This is a two-year extension to the private-public collaboration which commenced in 2022.
  • A cornerstone of the partnership is the 5G Innovation and Experience Studio in Thailand Digital Valley.
  • Ericsson will deliver advanced, secure and resilient 5G solutions to accelerate industrial digitalization in support of the Thailand 4.0 vision.

Ericsson (NASDAQ: ERIC) and the Digital Economy Promotion Agency (depa) have extended their strategic Memorandum of Understanding (MoU) to jointly advance the deployment and understanding of 5G technologies across Thailand’s industrial landscape.

The signing ceremony was attended by executives from both organizations, including Dr. Warin Ratchananusorn, Acting Senior Executive Vice President of depaDr. Supakorn Siddhichai, Group Executive Vice President of depa, and Mr. Anders Rian, President of Ericsson Thailand. The Ministry of Digital Economy and Society (MDES) was represented at the event by its Deputy Permanent Secretary, Dr. Nattapon NattasomboonMr. Per Linnér, the Swedish Embassy’s Chargé d’affaires also attended the event .

This two-year extension of the collaboration, which commenced in 2022, underscores a shared commitment to drive digital transformation and innovation in alignment with the country’s Thailand 4.0 vision.

A cornerstone of this partnership has been the establishment of the 5G Innovation and Experience Studio (5GIX Studio), located within Thailand Digital Valley in Chonburi province. Designed as a testbed and service hub, the studio facilitates trials of next-generation wireless and network technologies, spectrum sharing, and the development of cutting-edge applications tailored to Thailand’s evolving digital economy.

Since the establishment of the 5GIX Studio, a broad range of technology ecosystem partners have collaborated to develop and test innovative 5G applications, including robotics, automated machines, and advanced security camera solutions.

According to MDES, Thailand’s enterprise 5G market is projected to exceed USD 2.5 billion by 2027, driven by demand in manufacturing, logistics, energy, and smart city development, with over 70% of Thai enterprises expected to adopt digital technologies by 2026.

“Ericsson remains committed to supporting Thailand’s journey toward becoming a digital society under the Thailand 4.0 vision,” said Mr. Anders Rian, President of Ericsson Thailand. “Leveraging our global expertise and advanced, secure and resilient 5G solutions, we aim to help build a robust and inclusive 5G ecosystem that empowers industries across the nation and encourages further investment in Thailand.”

Asst.Prof.Dr. Nuttapon Nimmanphatcharin, President & CEO of depa, added, “Ericsson is a strategic partner in our mission to strengthen Thailand’s digital economy. Together, we will work with industry stakeholders to develop forward-looking strategies and foster innovations that enhance quality of life and national competitiveness.”

Mr. Per Linnér, the Swedish Embassy’s Chargé d’affaires spoke about the longstanding and growing trade and innovation ties between Sweden and Thailand, underscoring the importance of cross-border collaboration in advancing digital transformation.

“Last week, Sweden and Thailand elevated our bilateral relations to a Strategic Partnership. This landmark agreement was signed by our respective foreign ministers and sets out our shared ambition to deepen cooperation in key areas such as sustainable development, green transition, defense, innovation — and importantly — digitalization,” said Mr. Linnér.

“Sweden and Thailand will cooperate around telecommunications, critical infrastructure including 5G, resilient and trusted supply chains, cybersecurity and in safeguarding the free, open, global interoperable and secure internet. The MoU signing between Ericsson and DEPA is a perfect example of how that vision is already being translated into action,“ he added.

The collaboration will encompass knowledge exchange on digital economy policies, best practices, and innovation strategies. Both organizations will jointly explore emerging technologies and use cases through the 5GIX platform, while also supporting Thailand’s digital development goals.

Ericsson is a global leader in 5G and powers 187 live networks across countries. It is recognized as an industry leader having recently topped the Frost Radar™: Global 5G Network Infrastructure Market ranking for the second year in a row. Ericsson has also secured the highest ranking in the recently published Omdia Market Landscape RAN Vendors report for 2025. This recognition highlights Ericsson’s leadership in both business performance and portfolio, underscoring its commitment to innovation and excellence in the industry.

อีริคสันและดีป้าต่อยอดความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ เร่งขับเคลื่อนนวัตกรรม 5G สำหรับภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทย

อีริคสันและดีป้าต่อยอดความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ เร่งขับเคลื่อนนวัตกรรม 5G สำหรับภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทย

อีริคสันและดีป้าต่อยอดความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ เร่งขับเคลื่อนนวัตกรรม 5G สำหรับภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทย

  • ขยายระยะเวลาร่วมมือกันเพิ่ม 2 ปี ระหว่างภาครัฐและเอกชน นับตั้งแต่ร่วมมือกันครั้งแรกในปี 2565
  • หัวใจสำคัญของการเป็นพันธมิตร คือ การจัดตั้งห้องปฏิบัติการนวัตกรรมและประสบการณ์ 5G ใน Thailand Digital Valley
  • อีริคสันจะส่งมอบโซลูชัน 5G ขั้นสูง ที่ปลอดภัยและมีความยืดหยุ่น เพื่อเร่งการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้ในภาคอุตสาหกรรม สนับสนุนวิสัยทัศน์ Thailand 4.0

อีริคสัน (NASDAQ: ERIC) และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) ลงนามขยายบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ (MoU) เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการนำเทคโนโลยี 5G ไปปรับใช้และเสริมสร้างความเข้าใจเทคโนโลยี 5G ทั่วทั้งภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทย

ในพิธีลงนามนี้ได้รับเกียรติจากผู้บริหารของทั้งสององค์กรเข้าร่วม ได้แก่ ดร.วาริน รัชนานุสรณ์ รักษาการรองผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้าดร.ศุภกร สิทธิชัย ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่อาวุโส ดีป้า และ มร.อันเดอร์ส เรียน ประธานบริษัท อีริคสัน ประเทศไทย พร้อมด้วยตัวแทนจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES) ดร.ณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ รองปลัดกระทรวงฯ และ มร.Per Linnér รักษาการเอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทย ได้ให้เกียรติเป็นสักขีพยานในครั้งนี้

การขยายระยะเวลาความร่วมมือ 2 ปีนี้ หลังร่วมมือครั้งแรกในปี 2565 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของทั้งสององค์กรเพื่อขับเคลื่อนการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันและพัฒนานวัตกรรมให้สอดรับกับวิสัยทัศน์ Thailand 4.0 ของประเทศไทย

หัวใจสำคัญการต่อยอดความร่วมมือเป็นพันธมิตร คือ การเดินหน้าจัดตั้งห้องปฏิบัติการด้านนวัตกรรมและประสบการณ์ 5G (หรือ 5GIX Studio) ซึ่งตั้งอยู่ใน Thailand Digital Valley จังหวัดชลบุรี โดยออกแบบให้เป็นศูนย์ทดสอบและศูนย์บริการ โดยห้องปฏิบัติการแห่งนี้จะทำหน้าที่เป็นศูนย์ทดสอบเทคโนโลยีเครือข่ายไร้สายและเครือข่ายรุ่นใหม่ การแบ่งปันคลื่นความถี่ (Spectrum Sharing) และการพัฒนาแอปพลิเคชันใหม่ ๆ ที่ปรับแต่งให้เหมาะสมกับเศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังเติบโตของประเทศไทย

ตั้งแต่ก่อตั้ง 5GIX Studio ขึ้นมา มีพันธมิตรในระบบนิเวศเทคโนโลยีหลากหลายร่วมมือกันพัฒนาและทดสอบแอปพลิเคชัน 5G เชิงนวัตกรรม รวมถึงหุ่นยนต์ เครื่องจักรอัตโนมัติ และโซลูชันกล้องรักษาความปลอดภัยขั้นสูง

ข้อมูลจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม คาดว่าภายในปี 2570 ตลาด 5G ระดับองค์กรของประเทศไทยจะมีมูลค่าสูงกว่า 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยได้รับแรงหนุนมาจากความต้องการในภาคการผลิต โลจิสติกส์ พลังงาน และการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ และคาดการณ์ว่าภายในปีหน้า องค์กรไทยกว่า 70% จะนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้

มร.อันเดอร์ส เรียน ประธานบริษัท อีริคสัน ประเทศไทย กล่าวว่า “อีริคสันมุ่งมั่นสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยไปสู่การเป็นสังคมดิจิทัล ภายใต้วิสัยทัศน์ Thailand 4.0 ด้วยการใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญระดับโลกและโซลูชัน 5G ขั้นสูง ที่มีความปลอดภัย และมีความยืดหยุ่น เรามุ่งหวังที่จะช่วยสร้างระบบนิเวศ 5G ที่แข็งแกร่งและครอบคลุมทั้งประเทศ และส่งเสริมการลงทุนเพิ่มเติมในประเทศไทย”

ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ดีป้า กล่าวเสริมว่า “อีริคสันเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในภารกิจของเราเพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย เราจะทำงานร่วมกันกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมเพื่อพัฒนากลยุทธ์ที่เดินไปข้างหน้าและส่งเสริมนวัตกรรมที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ”

มร. Per Linnér รักษาการเอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทย กล่าวถึงความสัมพันธ์ทางการค้าและการร่วมพัฒนานวัตกรรมที่เติบโตมาอย่างยาวนานระหว่างสวีเดนและประเทศไทย โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างสองประเทศเพื่อส่งเสริมการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน

“เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สวีเดนและประเทศไทยได้ยกระดับความสัมพันธ์ทวิภาคีของเราไปสู่พันธมิตรเชิงกลยุทธ์ ข้อตกลงสำคัญนี้ได้รับการลงนามโดยรัฐมนตรีต่างประเทศของทั้งสองประเทศ และกำหนดเป้าหมายร่วมกันในการเสริมสร้างความร่วมมือในประเด็นสำคัญ อาทิ การพัฒนาที่ยั่งยืน การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด การป้องกันประเทศ นวัตกรรม และที่สำคัญคือ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้” มร. Linnér กล่าว

“สวีเดนและประเทศไทยจะร่วมมือกันในด้านโทรคมนาคม โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญรวมถึง 5G และห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่นและน่าเชื่อถือ ความปลอดภัยทางไซเบอร์ รวมถึงการปกป้องอินเทอร์เน็ตที่เปิดกว้างอย่างเสรี เชื่อมต่อกันทั่วโลก ให้มีความปลอดภัย การลงนาม MoU ระหว่างอีริคสันและดีป้าถือเป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของวิธีการแปลงวิสัยทัศน์นี้ไปสู่การปฏิบัติจริง” เขากล่าวเสริม

ความร่วมมือนี้ยังครอบคลุมการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล การสรรหาแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด และการพัฒนากลยุทธ์ด้านนวัตกรรม โดยองค์กรทั้งสองจะร่วมกันสำรวจเทคโนโลยีเกิดใหม่และยูสเคสการใช้งานผ่านแพลตฟอร์ม 5GIX พร้อมสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลของประเทศไทย

อีริคสันเป็นผู้นำเครือข่าย 5G ระดับโลกและเปิดให้บริการเครือข่าย 5G ไปแล้วจำนวน 187 เครือข่ายทั่วโลก บริษัทยังได้รับการยอมรับในฐานะผู้นำอุตสาหกรรม โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้ติดอันดับหนึ่งเป็นปีที่สองติดต่อกันในรายงาน Frost Radar™: Global 5G Network Infrastructure Market และบริษัทฯ ยังได้รับการจัดอันดับสูงสุดในรายงาน Omdia Market Landscape RAN Vendors ประจำปี 2568 ที่เผยแพร่ไปเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งการได้รับการยอมรับเหล่านี้เป็นการตอกย้ำถึงความเป็นผู้นำของอีริคสันทั้งในด้านประสิทธิภาพและผลงานทางธุรกิจ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นขององค์กรต่อการพัฒนานวัตกรรมและความเป็นเลิศในภาคอุตสาหกรรม

Bosch and Alibaba Group Deepen Strategic Partnership to Advance AI-powered Digital Innovation

Bosch และ Alibaba Group กระชับความร่วมมือทางกลยุทธ์ เพื่อพัฒนานวัตกรรมทางดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วย AI

Bosch and Alibaba Group Deepen Strategic Partnership to Advance AI-powered Digital Innovation

  • Alibaba cloud to dedicate its global capabilities to support Bosch’s technology stack
  • Both intend to deepen collaboration in leveraging Alibaba’s AI strength to facilitate Bosch’s business innovations, such as smart cockpit
  • Bosch to expand its e-commerce presence in Southeast Asia, Spain, and Latin America through Alibaba’s global platforms

Bosch, a leading global supplier of technology and services, and Alibaba Group, a global technology company focused on e-commerce and cloud computing, today announced an expanded strategic partnership to accelerate digital transformation through advanced cloud computing and AI technologies. The enhanced collaboration will focus on cloud-based enterprise operations, AI-driven business innovations, and e-commerce expansion.

“Our partnership opens up exciting opportunities for both Bosch and Alibaba to expand our offerings in the global market,” said Dr. Tanja Rückert, member of the Bosch board of management and Chief Digital Officer. “By joining forces, we combine Alibaba’s advanced cloud infrastructure, AI capabilities and e-commerce market reach with Bosch’s deep technological expertise in mobility, industrial technology and consumer goods to drive greater efficiency and innovation worldwide. AI has been an innovation booster for Bosch across all business sectors, and cooperation with strong partners like Alibaba is essential for Bosch to realizing its full potential and creating greater value.”

“This partnership with Bosch demonstrates our commitment to empowering global businesses with world-class technologies and highlights Alibaba’s strengths in AI and cloud computing,” said Joe Tsai, Chairman of Alibaba Group. “Bosch’s leading expertise in advanced automotive solutions and household appliances, combined with Alibaba’s innovations in cloud, AI and e-commerce, will enable both our companies to bring compelling value propositions to customers worldwide.”

Powering Innovation through Cloud Services and AI

The expanded partnership – focusing on cloud migration and AI cooperation- marks a significant step further in bolstering Bosch’s digital operations and fostering industrial innovation. As part of Bosch Group ’s cloud hyperscalers strategy, the collaboration between the two companies covers multiple business areas, such as corporate operations, home appliances and commercial vehicles, to enhance operational efficiency and enable smarter business processes. In addition, the two companies intend to collaborate on exploring the potential of running Bosch’s intelligent driving environment on Alibaba Cloud’s AI infrastructure.

The partnership will leverage Alibaba’s AI capabilities to support Bosch’s businesses, boosting operational efficiency and enhancing product intelligence. In the automotive sector, for instance, the two companies plan to evaluate Qwen-based multimodal models to elevate the smart cockpit experience with more intuitive in-vehicle interactions. The two companies also intend to explore the possibility of development of next-generation automated driving solutions powered by Qwen’s visual language model to enhance scene recognition accuracy.

Driving Global E-commerce Growth

As a key pillar of the expanded partnership, Bosch and Alibaba will further drive growth and innovation in e-commerce through expanded product portfolio, enhanced customer engagement, and optimized brand experience. In 2025, Bosch plans to launch new product categories in China with consumer insights from Alibaba’s e-commerce platform. Alibaba will also support Bosch in reaching a broader consumer base in China through comprehensive omni-channel digital marketing. 

Based on the framework of collaboration in China, Bosch will extend its e-commerce footprint to Southeast Asia, Spain, and Latin America through Alibaba’s global e-commerce platforms including Lazada, Miravia and AliExpress, to better serve local consumers with innovative, high-quality products.

Bosch and Alibaba’s collaboration in e-commerce began in 2017. Bosch has since established a strong presence on Alibaba’s Tmall platform, offering a wide range of consumer-focused products, including home appliances, power tools, heating systems, and automotive aftermarket parts. Joint efforts across marketing, sales, membership programs and online-to-offline services have significantly strengthened Bosch’s digital ecosystem and customer engagement in China.

Bosch และ Alibaba Group กระชับความร่วมมือทางกลยุทธ์ เพื่อพัฒนานวัตกรรมทางดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วย AI

Bosch และ Alibaba Group กระชับความร่วมมือทางกลยุทธ์ เพื่อพัฒนานวัตกรรมทางดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วย AI

Bosch และ Alibaba Group กระชับความร่วมมือทางกลยุทธ์ เพื่อพัฒนานวัตกรรมทางดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วย AI

  • อาลีบาบา คลาวด์ เสริมแกร่งเทคโนโลยีของบ๊อช ด้วยศักยภาพระดับโลกของบริษัทฯ
  • บริษัททั้งสองแห่งมุ่งกระชับความร่วมมือ ในการนำความแข็งแกร่งด้าน AI ของอาลีบาบาไปใช้ส่งเสริมนวัตกรรมทางธุรกิจของบ๊อชให้มากขึ้น เช่น โซลูชันห้องโดยสารอัจฉริยะ (smart cockpit)
  • บ๊อชจะขยายธุรกิจอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สเปน และละตินอเมริกา ผ่านแพลตฟอร์มของอาลีบาบาที่ได้รับการยอมรับและใช้ทั่วโลก

บ๊อช (Bosch) ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีและบริการ และอาลีบาบา กรุ๊ป บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกที่เน้นด้านอีคอมเมิร์ซและคลาวด์คอมพิวติ้ง ประกาศขยายความร่วมมือเชิงกลยุทธ์เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลด้วยเทคโนโลยีคลาวด์คอมพิวติ้งและ AI ประสิทธิภาพล้ำหน้า ความร่วมมือนี้จะเน้นไปที่การดำเนินงานขององค์กรโดยใช้คลาวด์, นวัตกรรมทางธุรกิจที่ใช้ AI เป็นตัวขับเคลื่อน และการขยายธุรกิจด้านอีคอมเมิร์ซ 

ดร. ทันจา รัคเคิร์ต สมาชิกคณะกรรมการบริหารของบ๊อชและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายดิจิทัล กล่าวว่า “ความร่วมมือของเราเปิดโอกาสที่น่าตื่นเต้นในการขยายการนำเสนอสินค้าและบริการของเราในตลาดโลก การรวมพลังกันครั้งนี้เป็นการผสานโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ประสิทธิภาพสูง ความสามารถด้าน AI และ ความสามารถในการเข้าถึงตลาดอีคอมเมิร์ซของอาลีบาบา เข้ากับ ความเชี่ยวชาญทางเทคโนโลยีเชิงลึก ของบ๊อชด้านโมบิลิตี้, เทคโนโลยีอุตสาหกรรม และสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อขับเคลื่อนประสิทธิภาพและนวัตกรรมทั่วโลกได้มากขึ้น AI เป็นตัวเร่งนวัตกรรมให้กับทุกส่วนธุรกิจของบ๊อช ความร่วมมือกับพันธมิตรที่แข็งแกร่งเช่นอาลีบาบาเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เราได้ใช้ศักยภาพสูงสุดและสร้างมูลค่าได้มากขึ้น”

นายโจ ไช่ ประธานกรรมการของอาลีบาบา กรุ๊ป กล่าวว่า “ความร่วมมือกับบ๊อชครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเราในการใช้เทคโนโลยีระดับโลกเสริมศักยภาพธุรกิจทั่วโลก และเน้นย้ำให้เห็นความแข็งแกร่งด้าน AI และคลาวด์คอมพิวติ้งของอาลีบาบา เมื่อรวมความเชี่ยวชาญด้านโซลูชันยานยนต์ประสิทธิภาพสูงและเครื่องใช้ในครัวเรือนของบ๊อช เข้ากับ นวัตกรรมด้านคลาวด์ AI และอีคอมเมิร์ซของอาลีบาบา จะทำให้ทั้งสองบริษัทสามารถนำเสนอคุณประโยชน์ที่น่าสนใจให้กับลูกค้าทั่วโลก”

ขับเคลื่อนนวัตกรรมผ่านบริการคลาวด์ และ AI

การขยายความร่วมมือครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การย้ายเวิร์กโหลดไปยังคลาวด์และความร่วมมือด้าน AI ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างการดำเนินงานด้านดิจิทัลของบ๊อช และส่งเสริมนวัตกรรมทางอุตสาหกรรม ความร่วมมือของทั้งสองบริษัทเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ cloud hyperscalers ของ Bosch Group จึงครอบคลุมหน่วยงานทางธุรกิจหลากหลาย เช่น การดำเนินงานขององค์กร เครื่องใช้ในบ้าน และยานพาหนะเชิงพาณิชย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและเปิดใช้งานกระบวนการทางธุรกิจที่ชาญฉลาดยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ทั้งสองบริษัทตั้งใจที่จะร่วมมือกันสำรวจศักยภาพในการใช้สภาพแวดล้อมการขับขี่อัจฉริยะของ บ๊อชบนโครงสร้างพื้นฐาน AI ของอาลีบาบา คลาวด์ 

ความร่วมมือนี้จะใช้ความสามารถด้าน AI ของอาลีบาบาเพื่อสนับสนุนธุรกิจของบ๊อช เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และเพิ่มความชาญฉลาดให้กับผลิตภัณฑ์ เช่น บริษัททั้งสองวางแผนที่จะประเมินการใช้ Qwen-based multimodal models กับธุรกิจด้านยานยนต์ เพื่อยกระดับประสบการณ์ห้องโดยสารอัจฉริยะด้วยการโต้ตอบภายในรถที่ใช้งานง่ายขึ้น นอกจากนี้บริษัททั้งสองจะสำรวจความเป็นไปได้การพัฒนาโซลูชันการขับขี่อัตโนมัติรุ่นต่อไปที่ขับเคลื่อนโดยโมเดลภาษาภาพของ Qwen เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการจดจำสถานที่แวดล้อม

ขับเคลื่อนการเติบโตด้านอีคอมเมิร์ซทั่วโลก

อีคอมเมิร์ซเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของความร่วมมือที่ขยายออกไป บ๊อชและอาลีบาบาจะขับเคลื่อนการเติบโตและนวัตกรรมด้านอีคอมเมิร์ซ ผ่านการขยายพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์ เพิ่มการมีส่วนร่วมของลูกค้า และประสบการณ์แบรนด์ที่ดีที่สุด บ๊อชวางแผนจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ประเภทใหม่ในประเทศจีนในปี พ.ศ. 2568 โดยอาศัยข้อมูลเชิงลึกของผู้บริโภคจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของอาลีบาบา ทั้งนี้ อาลีบาบาจะสนับสนุนบ๊อชให้เข้าถึงฐานผู้บริโภคที่กว้างขึ้นในประเทศจีนผ่านการตลาดดิจิทัลแบบครบวงจร

ตามกรอบความร่วมมือในประเทศจีน บ๊อชจะขยายฟุตพริ้นท์อีคอมเมิร์ซไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สเปน และละตินอเมริกา ผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซระดับโลกของอาลีบาบา ซึ่งรวมถึง Lazada, Miravia และ AliExpress เพื่อให้บริการผู้บริโภคในท้องถิ่นด้วยผลิตภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรมและมีคุณภาพสูงได้ดียิ่งขึ้น

ความร่วมมือด้านอีคอมเมิร์ซของบ๊อชและอาลีบาบาเริ่มต้นในปี พ.ศ. 2560 ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา บ๊อชได้สร้างการแสดงตนที่แข็งแกร่งบนแพลตฟอร์ม Tmall ของอาลีบาบา โดยนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มุ่งเน้นผู้บริโภคที่หลากหลาย รวมถึงเครื่องใช้ในบ้าน เครื่องมือไฟฟ้า ระบบทำความร้อน และชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์ ความพยายามร่วมกันในการตลาด การขาย โปรแกรมสมาชิก และบริการออนไลน์สู่ออฟไลน์ได้เสริมสร้างระบบนิเวศดิจิทัลและการมีส่วนร่วมของลูกค้าของบ๊อชในประเทศจีนอย่างมีนัยสำคัญ

 

คนอยากมีบ้านต้องรู้! EIA สำคัญอย่างไรเมื่อคิดซื้อที่อยู่อาศัย

คนอยากมีบ้านต้องรู้! EIA สำคัญอย่างไรเมื่อคิดซื้อที่อยู่อาศัย

คนอยากมีบ้านต้องรู้! EIA สำคัญอย่างไรเมื่อคิดซื้อที่อยู่อาศัย

การตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยหลังใหม่ นอกจากผู้บริโภคจะให้ความสำคัญกับการพิจารณาทำเลที่ตั้ง ราคา และการออกแบบแล้ว มีอีกหนึ่งปัจจัยที่หลายคนอาจละเลย แต่แท้จริงแล้วมีความสำคัญอย่างยิ่งคือโครงการต้องผ่าน EIA ด้วยเช่นกัน นอกจากจะเป็นเอกสารทางกฎหมายที่จำเป็นต้องมีแล้ว การผ่าน EIA ยังเป็นเสมือนเครื่องหมายรับรองที่ช่วยให้ผู้ซื้อสบายใจได้ในระดับหนึ่งว่า โครงการนั้นได้รับการพิจารณาและออกแบบมาเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนรอบข้างอย่างเหมาะสม

EIA สำคัญอย่างไรเมื่อซื้อบ้านใหม่ 

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) แพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ของไทย ชวนคนหาบ้านมาทำความเข้าใจความสำคัญของ EIA ว่าเกี่ยวข้องกับการวางแผนซื้อที่อยู่อาศัยอย่างไรบ้าง EIA หรือ “รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment)” เป็นรายงานที่ภาครัฐและเอกชนจำเป็นต้องจัดทำขึ้นก่อนการก่อสร้างบ้านจัดสรร คอนโดมิเนียม และโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่แทบทุกประเภท และยื่นไปยังสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ให้พิจารณา ส่วนในกรุงเทพฯ จะมีการพิจารณาโดยคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ด้านอาคาร การจัดสรรที่ดิน และบริการชุมชน กรุงเทพมหานคร 

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันไม่ให้โครงการดังกล่าวก่อให้เกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสุขอนามัยของชุมชนโดยรอบในระยะยาวทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ทั้งในระหว่างทำการก่อสร้างและหลังก่อสร้างแล้วเสร็จ โดยการจัดทำ EIA ประกอบด้วยการศึกษาครอบคลุมระบบสิ่งแวดล้อม 4 ด้าน คือ 1. ทรัพยากรกายภาพ 2. ทรัพยากรชีวภาพ 3. คุณค่าการใช้ประโยชน์ของมนุษย์ และ 4. คุณค่าต่อคุณภาพชีวิต 

สำหรับโครงการที่อยู่อาศัยที่กฎหมายกำหนดให้ต้องผ่านการอนุมัติ EIA มีรายละเอียดดังนี้

  • โครงการบ้านจัดสรรที่มีพื้นที่ในโครงการมากกว่า 100 ไร่ หรือแบ่งแปลงที่ดินตั้งแต่ 500 แปลงขึ้นไป 
  • โครงการคอนโดมิเนียมที่มีพื้นที่ใช้สอยรวมกันตั้งแต่ 4,000 ตารางเมตรขึ้นไป หรือมีจำนวนห้องชุดตั้งแต่ 80 ห้องขึ้นไป ดังนั้นโครงการคอนโดฯ แบบไฮไรส์ (High Rise) ส่วนใหญ่จะต้องทำ EIA เพื่อประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมทั้งหมด ในขณะที่โครงการคอนโดฯ แบบโลว์ไรส์ (Low Rise) บางโครงการอาจไม่จำเป็นต้องทำ EIA เลยก็ได้

พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ได้กำหนดไว้ว่า โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่จะสามารถดำเนินการก่อสร้างได้เมื่อผ่านการอนุมัติ EIA แล้วเท่านั้น จึงถือเป็นจุดเด่นที่ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์จะนำผลการอนุมัติ EIA นี้มาเป็นจุดขายในสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้กับผู้ที่สนใจซื้อตั้งแต่ก่อนเปิดจอง ว่าโครงการนี้จะสามารถดำเนินการก่อสร้างได้อย่างแน่นอน  

ซื้อโครงการไม่ผ่าน EIA ต้องเผชิญความเสี่ยงอะไรบ้าง?

ปัจจุบันหลายโครงการมีการเปิดขายล่วงหน้าในระหว่างที่ยื่นขอ EIA เนื่องจากยังไม่มีข้อห้ามทางกฎหมายกำหนดไว้ หลายโครงการจึงมักเปิดขายเพื่อระดมทุนก่อสร้างในระหว่างรอผล EIA และทดสอบตลาดว่ามีผู้บริโภคให้ความสนใจมากน้อยเพียงใด อย่างไรก็ดี คอนโดพรีเซล (Presale) หรือโครงการคอนโดฯ ที่เปิดให้จองซื้อในช่วงที่ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้างหรืออยู่ระหว่างการก่อสร้างยังคงได้รับความสนใจจากผู้ซื้อ เนื่องจากได้โปรโมชั่นส่วนลดคุ้มค่ากว่าการซื้อโครงการที่ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ อีกทั้งยังมีรูปแบบห้องให้เลือกมากกว่า แต่ต้องแลกกับการแบกรับความเสี่ยงหากโครงการไม่ผ่านการอนุมัติ EIA ในอนาคต 

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) เผยความเสี่ยงที่ผู้บริโภคควรพิจารณาเมื่อซื้อโครงการที่อยู่อาศัยที่ยังไม่ผ่าน EIA เพื่อเตรียมพร้อมรับมือหากเกิดปัญหาในอนาคต 

  • ไม่สามารถขอใบอนุญาตการก่อสร้างได้ การยื่นขออนุมัติ EIA ถือเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญที่ใช้ในการขอใบอนุญาตก่อสร้าง ถึงแม้โครงการอสังหาฯ จะเปิดจองจนขายได้หมดแต่จะไม่สามารถเริ่มก่อสร้างได้หากโครงการไม่มีใบอนุญาตก่อสร้าง โดยเจ้าพนักงานที่มีอำนาจออกใบอนุญาตก่อสร้างจะต้องรอให้ EIA ได้รับอนุมัติจาก สผ. ก่อนจึงจะออกใบอนุญาตก่อสร้างให้โครงการที่ยื่นขอได้ 
  • ก่อสร้างล่าช้าหรืออาจถูกระงับ ปกติจะใช้ระยะเวลาในการจัดทำรายงาน EIA ประมาณ 6 เดือน ในกรณีที่ยื่นขอ EIA แล้วรายงานไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนด ผู้พัฒนาอสังหาฯ จะต้องกลับมาแก้ไขและยื่นรายงานใหม่อีกครั้ง ซึ่งบางครั้งอาจมีการปรับเปลี่ยนแบบแปลนโครงการเพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนด และต้องแก้ไขจนกว่าจะผ่าน EIA จึงจะสามารถเริ่มก่อสร้างได้ ซึ่งอาจทำให้กำหนดการก่อสร้างแล้วเสร็จล่าช้าออกไปอย่างไม่มีกำหนด หรือในกรณีที่ร้ายแรงที่สุดคืออาจถูกระงับการก่อสร้างถาวร 
  • เกิดข้อพิพาทกับชุมชนข้างเคียง หากโครงการเริ่มก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุมัติ EIA อาจถูกฟ้องร้องจากชุมชนรอบข้าง ซึ่งอาจมีผลกระทบทางกฎหมายอื่น ๆ ที่ยืดเยื้อตามมาได้ ดังนั้น ผู้บริโภคควรตรวจสอบเบื้องต้นก่อนว่าโครงการที่สนใจเคยมีปัญหาข้อพิพาทกับชุมชนข้างเคียงหรือหน่วยงานราชการหรือไม่ ข้อพิพาทนั้นสิ้นสุดแล้วหรือไม่ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจตามมาในภายหลัง นอกจากนี้ในบางกรณีที่โครงการผ่าน EIA และเริ่มก่อสร้างแล้ว อาจมีข้อร้องเรียนว่าระหว่างก่อสร้างได้สร้างผลกระทบกับชุมชนและเพื่อนบ้านโดยรอบ ซึ่งสามารถร้องเรียนในลักษณะการฟ้องหน่วยงานรัฐแล้วจึงฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อพิจารณาถอนใบอนุญาตก่อสร้าง หรือให้ศาลปกครองมีคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างชั่วคราวได้เช่นกัน โดยขึ้นอยู่กับการเจรจาหาข้อตกลงของผู้พัฒนาอสังหาฯ กับผู้ร้องเรียน
  • กระทบต่อภาพลักษณ์โครงการ หากมีข้อพิพาทเกี่ยวกับ EIA เกิดขึ้นมักจะส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของผู้พัฒนาอสังหาฯ และภาพลักษณ์ของโครงการนั้น ๆ โดยตรง ส่งผลให้ผู้ซื้อหรือนักลงทุนไม่สามารถขายต่อหรือปล่อยเช่าได้ง่ายดังเดิม โดยเฉพาะในกรณีที่เกิดข้อพิพาทที่รอการพิจารณาของศาลอาจส่งผลต่อการทำธุรกรรมกับธนาคาร เช่น รีเทนชั่น/รีไฟแนนซ์ รวมทั้งอาจทำให้มูลค่าของทรัพย์สินลดลงอย่างมีนัยสำคัญได้

ส่องเช็กลิสต์สำหรับมือใหม่ เลือกซื้อบ้าน/คอนโดฯ อย่างไรให้ไกลข้อพิพาท

การซื้อที่อยู่อาศัยหลังใหม่ถือเป็นก้าวสำคัญของการเริ่มต้นชีวิตอีกหนึ่งบท เชื่อว่าคงไม่มีใครอยากเผชิญกับปัญหาคดีความที่อาจตามมาในอนาคต ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) เผยเช็กลิสต์ที่คนวางแผนซื้อบ้าน/คอนโดมือใหม่ควรรู้ มีแนวทางตรวจสอบอย่างไรเพื่อให้มั่นใจว่าบ้านใหม่หลังนี้จะห่างไกลจากข้อพิพาท

  1. ตรวจสอบว่าโครงการผ่าน EIA หรือไม่ ในขั้นตอนการวางแผนซื้อที่อยู่อาศัยนั้น หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผู้บริโภคควรพิจารณาคือโครงการที่สนใจซื้อมีการทำ EIA ผ่านเรียบร้อยหรือไม่ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจกระทบการก่อสร้างในภายหลัง โดยสามารถสอบถามสถานะการยื่นขอ EIA กับพนักงานขายของโครงการก่อนตัดสินใจจองและทำสัญญาใด ๆ หรือสามารถเข้าไปตรวจสอบด้วยตนเองได้ที่เว็บไซต์ของ สผ. https://eia.onep.go.th ซึ่งจะบอกสถานะของโครงการจากฐานข้อมูลโครงการที่รอพิจารณาหรือประกาศแล้วว่าได้รับความเห็นชอบผ่านการพิจารณา EIA เรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ดี หากโครงการเปิดขายก่อนที่จะผ่าน EIA ผู้บริโภคต้องสอบถามผู้พัฒนาอสังหาฯ ให้ชัดเจนว่ามีแผนดำเนินงานอย่างไร และคาดว่าจะใช้เวลานานแค่ไหนในการรอผลการอนุมัติ โดยสามารถขอเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการยื่น EIA ของโครงการ เพื่อนำมาประเมินความเสี่ยงและวางแผนทางการเงินอย่างเหมาะสมต่อไป

  1. ตรวจสอบความรับผิดชอบในสัญญาให้ชัดเจน หากได้ที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์แล้ว ขั้นตอนสำคัญที่ผู้บริโภคควรพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนเซ็นสัญญา คือ รายละเอียดขอบเขตความรับผิดชอบของโครงการที่ระบุไว้ในสัญญาจะซื้อจะขาย เนื่องจากถือเป็นหลักฐานที่มีผลทางกฎหมายหากมีปัญหาในอนาคต โดยเฉพาะโครงการที่ยังไม่ผ่าน EIA ควรตรวจสอบว่ามีการระบุความรับผิดชอบอย่างไรบ้าง เช่น สัญญาระบุว่าจะดำเนินการยื่นขอ EIA แล้วเสร็จภายในระยะเวลาเท่าไร หรือหากยื่นขอ EIA ไม่ผ่านแล้วโครงการจะรับผิดชอบอย่างไรต่อผู้ที่ผ่อนดาวน์ไปแล้ว หรือหากโครงการถูกยกเลิกการก่อสร้าง จะคืนเงินที่ผู้ซื้อจ่ายไปแล้วพร้อมดอกเบี้ยหรือไม่ และเสนอการชดเชยอย่างไรบ้าง

  2. ตรวจสอบคุณภาพของโครงการเป็นไปตามโฆษณาหรือไม่ เดินทางไปเยี่ยมชมห้องตัวอย่างเพื่อดูสภาพห้องและบรรยากาศของจริง พร้อมทั้งสอบถามพนักงานอย่างละเอียดเกี่ยวกับยี่ห้อและคุณภาพของวัสดุที่ใช้ในโครงการว่าตรงตามสเปกที่แจ้งไว้ในสื่อโฆษณา/ประชาสัมพันธ์หรือไม่ วัสดุเหล่านั้นมีความทนทานและเหมาะสมกับการใช้งานระยะยาวเพียงใด เพื่อนำมาประเมินว่าคุ้มค่ากับราคาขายหรือไม่หากเทียบกับโครงการที่มีขนาดห้องและสเปกไล่เลี่ยกันในตลาด ทั้งนี้ หากตัดสินใจซื้อแล้วควรเก็บเอกสารโฆษณา/ประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ ของโครงการไว้เป็นข้อมูลอ้างอิงเมื่อต้องตรวจรับห้อง/บ้านอีกครั้ง ในกรณีที่งานก่อสร้างหรืองานตกแต่งไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ควรแจ้งให้โครงการทำการแก้ไขให้เรียบร้อยก่อน แล้วจึงทำการโอนกรรมสิทธิ์เท่านั้น

  3. ตรวจสอบว่าโครงการมีข้อพิพาทหรือไม่ นอกเหนือจากการตรวจสอบ EIA แล้ว อีกเรื่องสำคัญที่คนซื้อที่อยู่อาศัยควรตรวจสอบ คือ โครงการนั้นมีข้อพิพาทหรือมีคดีความที่ยังไม่สิ้นสุดหรือไม่ เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของโครงการ ทำให้ผู้ซื้อไม่สามารถประกาศขายหรือทำธุรกรรมทางการเงินได้ง่ายดังเดิม โดยควรค้นหาข้อมูล/ข่าวสารออนไลน์ว่าโครงการนั้นมีข้อพิพาทกับลูกค้า ชุมชนข้างเคียง หรือหน่วยงานราชการหรือไม่ ข้อพิพาทนั้นสิ้นสุดแล้วหรืออยู่ในขั้นตอนใด และจากข้อพิพาทที่เกิดขึ้นในอดีตนั้นผู้พัฒนาอสังหาฯ รับผิดชอบต่อผู้ซื้อที่ได้รับผลกระทบอย่างไรบ้าง นอกจากนี้ควรสอบถามกับผู้ที่เคยอยู่อาศัยในโครงการอื่น ๆ ที่ผู้พัฒนาอสังหาฯ เคยสร้างมาก่อนว่ามีประสบการณ์หลังการขายอย่างไร และไปสำรวจพื้นที่รอบ ๆ โครงการเพื่อให้เห็นสภาพการอยู่อาศัยที่แท้จริง และประเมินความน่าเชื่อถือของโครงการได้ดียิ่งขึ้น

เมื่อโครงการที่ซื้อขอ EIA ไม่ผ่าน ผู้ซื้อควรรับมืออย่างไร

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) แนะนำแนวทางรับมือเพื่อเรียกร้องสิทธิของผู้บริโภค หากโครงการอสังหาฯ ที่ซื้อต้องชะลอหรือยกเลิกแผนการก่อสร้างเนื่องจากยื่นขอ EIA ไม่ผ่าน และผู้พัฒนาอสังหาฯ ไม่มีการชี้แจงความคืบหน้าที่ชัดเจน ดังนี้

  1. สอบถามแนวทางแก้ไขกับโครงการว่ามีขั้นตอนอย่างไรบ้าง หากโครงการให้รอการยื่นแก้ไข EIA จนกว่าจะผ่าน จะใช้เวลานานเพียงใด ในระหว่างที่การก่อสร้างล่าช้ามีการชดเชยให้กับผู้ซื้ออย่างไร และถ้าผู้ซื้อไม่สามารถรอได้ โครงการจะคืนเงินจองและเงินที่ผ่อนดาวน์ให้ได้เมื่อไร หรือในกรณีที่โครงการขอ EIA ไม่ผ่านและต้องยกเลิกการก่อสร้าง ทางโครงการรจะรับผิดชอบคืนเงินจอง เงินผ่อนดาวน์พร้อมดอกเบี้ยให้ผู้ซื้อหรือไม่
  2. หากติดตามการแก้ไขปัญหากับโครงการด้วยตนเองไม่เป็นผลหรือไม่มีความคืบหน้า ผู้ซื้อควรรวมตัวเรียกร้องสิทธิ์เป็นกลุ่มร่วมกับผู้ซื้อคนอื่น ๆ ที่เจอปัญหาเดียวกัน เพื่อแสดงพลังของผู้บริโภคและเพิ่มอำนาจในการต่อรองให้มีมากขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์กว่าการเดินเรื่องต่าง ๆ เพียงคนเดียว
  3. ในกรณีที่โครงการมีแนวโน้มว่าจะไม่คืนเงินหรือไม่มีมาตรการชดเชยเยียวยาที่ชัดเจน ผู้ซื้อที่ได้รับผลกระทบควรรวมตัวเป็นกลุ่มเพื่อไปแจ้งสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เพื่อปรึกษาขอคำแนะนำจาก สคบ. ให้ช่วยเหลือตามสิทธิ์ของผู้บริโภคที่ควรได้รับ จากนั้นจึงควรรวมตัวกันไปลงบันทึกประจำวันกับตำรวจในท้องที่ที่ตั้งของโครงการ ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

อย่างไรก็ตาม มีข้อยกเว้นในบางกรณีที่บางโครงการคอนโดฯ ซึ่งผ่านการอนุมัติ EIA จนก่อสร้างแล้วเสร็จเรียบร้อยมาหลายปี แต่ยังคงมีข้อพิพาทที่อยู่ระหว่างการพิจารณาพิพากษาคดีของศาล ท้ายที่สุดแล้วศาลอาจมีคำสั่งเพิกถอนการให้ความเห็นชอบรายงาน EIA และใบอนุญาตก่อสร้างของโครงการ โดยมีผลย้อนหลังได้เช่นกัน ซึ่งผู้พัฒนาอสังหาฯ ต้องกลับไปแก้ไขเพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมาย และต้องมีแนวทางเยียวยาชดเชยลูกบ้านที่ได้รับผลกระทบเช่นกัน ถือเป็นกรณีศึกษาและเป็นแนวทางให้ผู้พัฒนาอสังหาฯ ชุมชนและภาคเอกชนที่อยู่รอบข้าง รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องได้กลับไปทบทวนและพิจารณาผลกระทบจากการก่อสร้างที่มีต่อชุมชนให้รอบคอบยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ในปี 2564 สผ. ได้จัดทำเอกสารเผยแพร่ “แนวทางการศึกษาและการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านการบดบังแสงอาทิตย์ และด้านการเปลี่ยนแปลงของลม จากการก่อสร้างอาคาร สำหรับรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการอาคาร การจัดสรรที่ดิน และบริการชุมชน” เปิดโอกาสให้ชุมชนรอบข้างที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างอาคารสูงบังทิศทางแดดและทิศทางลม สามารถคัดค้านการสร้างโครงการนั้น ๆ ได้ รวมทั้งกำหนดให้ “เจ้าของอาคาร” ใช้แบบจำลองอาคารโครงการ (3D) เพื่อแสดงทิศทางเงาของอาคารและประมวลทิศทางลมหลังก่อสร้างในทำเลนั้น ๆ แม้แนวทางการศึกษาดังกล่าวยังไม่ได้ประกาศใช้อย่างเป็นทางการ แต่ได้สร้างแรงกระเพื่อมเป็นวงกว้างในภาคอสังหาฯ ทั้งในมุมชุมชนรอบข้างที่จะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและลดปัญหาสุขภาพ ขณะที่ผู้ประกอบการก็มีต้นทุนในการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น และอาจส่งผลให้การยื่นขอ EIA ใช้ระยะเวลาพิจารณายาวนานขึ้นเช่นกัน

ดังนั้น ผู้บริโภคจึงควรเลือกซื้อโครงการอสังหาฯ ที่ผ่านการอนุมัติ EIA เรียบร้อย เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดปัญหาในภายหลัง หรือหากเป็นโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการขอ EIA ก็ควรเลือกซื้อโครงการจากผู้พัฒนาอสังหาฯ ที่มีความน่าเชื่อถือ มีความมั่นคงทางการเงิน และพร้อมรับผิดชอบหากเกิดปัญหาจากการขอ EIA ทั้งนี้ แพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ของไทยอย่างดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (www.DDproperty.com) รวบรวมข้อมูลประกาศซื้อ-ขาย-เช่าที่อยู่อาศัยจากหลากหลายทำเลศักยภาพทั่วประเทศ พร้อมอัปเดตบทความและข่าวสารในแวดวงอสังหาฯ ให้ผู้ซื้อ/ผู้เช่า/นักลงทุนได้ติดตามทุกเรื่องราวที่ควรรู้ ช่วยให้ทุกเส้นทางการซื้อ-ขาย-เช่าของทุกคนเป็นไปอย่างราบรื่นและมั่นใจยิ่งขึ้น